สมเด็จพระราชินี ทรงจับพระหัตถ์ พระองค์ทีฯ เสด็จฯ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก



สำนักข่าวดังรายงานว่า วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของประเทศไทย และประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นวันบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 แห่งบรมราชจักรีวงศ์



พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น นับเป็นขัตติยราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาล ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งขึ้นครองแผ่นดินไปชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการขึ้นอีกครั้งหนึ่งในภายหลัง

เพื่อทรงความเป็นพระมหากษัตริย์ที่สมบูรณ์ และประกาศพระบุญญาบารมีให้เป็นที่ประจักษ์ แก่อาณาประชาราษฎร์ไปจนถึงแว่นแคว้นใกล้เคียงต่างๆอย่างทั่วถึง

ในประกาศสำนักพระราชวังเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา กล่าวถึงพระราชดำริพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ไว้ว่า



“เป็นโอกาสอันควรที่จะได้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามพระราชประเพณีเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติและราชอาณาจักรให้เป็นที่ชื่นชมยินดีของประชาชนผู้มีความหวังตั้งใจอยู่ทั่วกัน”

ทั้งนี้ ได้ทรงกำหนดให้วันที่ 4 พฤษภาคม 2562 เป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยจะมีพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณี และหลังจากนั้นจะเสด็จออกมหาสมาคม พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล แล้วต่อด้วยพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

จากหมายกำหนดการข้างต้นวันนี้ จึงถือเป็นวันสำคัญที่สุด และหลังจากพระราชพิธีที่จะเริ่มตั้งแต่ 10.09 น. ไปจนถึง 12.00 น. แล้ว พระองค์ท่านก็จะขึ้นทรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์



การออกพระนามพระองค์ท่าน จาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็จะเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รวมทั้งในการกราบบังคมทูลใดๆก็จะต้องใช้คำว่า ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ และที่เรียกว่า พระราชโองการ ก็จะเป็น พระบรมราชโองการ เป็นต้น

สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่เคียงคู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลาเกือบ 800 ปี นับตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยจนถึงปัจจุบันเป็นที่ยอมรับนับถือของปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด



เฉพาะราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น ได้ปกครองประเทศ ไทยติดต่อกันมายาวนานกว่า 237 ปี นำความเจริญ ความสุข ความร่มเย็นแก่ปวงชนชาวไทยโดยไม่ขาดสาย

ดังที่หนังสือ “พระมหากษัตริย์กับความเป็นไทย” ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี โดยสังเขปว่า

“ราชวงศ์จักรี สร้างสันติสุขแก่สยาม ไม่มีสงครามมาเกือบ 200 ปีแล้ว...พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี สามารถจัดการกับพม่าและเวียดนามและนำพาประเทศรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก”

แม้ต่อมาในยุคประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไทย ภายใต้รัฐธรรมนูญก็ทรงปฏิบัติหน้าที่พระมหากษัตริย์ได้อย่างสอดคล้องกับระบอบการปกครองที่ยึดเสียงของประชาชนเป็นใหญ่ดังกล่าว



ทรงเป็นที่พึ่งพิง เป็นหลักชัย และทรงช่วยแก้ไขสถานการณ์จากหนักให้เป็นเบาจนถึงขั้นผ่านพ้นวิกฤติทางการเมืองได้หลายต่อหลายครั้งดังพระมหากรุณาธิคุณที่เห็นได้เด่นชัดในรัชสมัยในหลวง ร.9

ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อประเทศไทยจึงยังคงมีอยู่และนับวันจะยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ยิ่งในอนาคตที่ยังสับสน เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอย่างทุกวันนี้ ประเทศไทยของเราก็ยิ่งต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและเป็นศูนย์รวมใจมากขึ้นอีกเป็นเงาตามตัว

เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งของประเทศไทยในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันนี้ ขอพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จงหันมารวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง

เพื่อเปล่งเสียงทรงพระเจริญ ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน

ขอบคุณ ไทยรัฐ